การเงินไม่ดี - Money Class

การเงินก็ยังไม่ดี ถ้าเกิดพรุ่งนี้ไม่ได้มาทำงานแล้ว จะเอาตัวรอดยังไง?

“ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ไม่ต้องมาทำงานแล้วนะครับ”

คำพูดสั้นๆ ง่ายๆ แต่ผลกระทบที่ตามนั้นรุนแรงมาก ลองจินตนาการตามดูครับว่าถ้าเราเป็นคนที่ถูกพูดประโยคนี้ด้วย พร้อมกับการได้รับซองขาวไม่ว่าจะเกิดจากสภาพเศรษฐกิจ กิจการ หรือสาเหตุอะไรก็ตาม สิ่งแรกที่ต้องทำก่อนอื่นเลยก็คือจะจัดการกับความรู้สึกยังไง เพราะหลายคนก็น่าจะตกใจอยู่พอสมควร เมื่ออยู่มาวันหนึ่งงานที่เรากำลังทำเพื่อสร้างคุณค่าและรายได้ กำลังจะหายไป ทำให้ส่งผลกระทบไม่ดีต่อการเงินของเราแน่นอน

การเงินไม่ดี จากปัญหาส่วนตัว- Money Class

อีกสาเหตุหนึ่งของการที่ไม่ได้มาทำงานอีกต่อไปนั้นอาจจะไม่ได้เกิดจากตัวองค์กรหรือบริษัทที่เราทำงานแต่อาจจะเกิดจากตัวของเราเองไม่ว่าจะด้วยเหตุผลส่วนตัว ที่ทำให้ไม่อยากทำงานๆ นี้ ต่อไปอีกแล้ว และยังหมายรวมไปถึงสิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ เหตุผลทางด้านสุขภาพของเราเอง เช่นกัน เราอาจจะเจ็บป่วยเรื้อรัง หรือเกิดการทุพพลภาพทำให้ไม่สามารถกลับมาทำงานได้

ดังนั้น ด้วยสาเหตุทั้งหมดที่กล่าวมานี้ หากเรามีโอกาสที่จะได้เตรียมตัวให้พร้อม เพราะเราอาจสามารถคาดการณ์ได้แล้วว่าเราจะต้องเกิดเหตุทำให้ออกจากงานเร็วๆ นี้ สิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือเรื่องของการวางแผนการเงินวางแผนกระแสเงินสดหรือรายรับรายจ่ายว่าหากเราขาดรายได้ตรงนี้ไปเราพอจะมีเงินก้อนที่สามารถกินอยู่ใช้จ่ายก่อนที่จะหารายได้ก้อนใหม่ช่องทางใหม่เข้ามาทดแทนได้หรือไม่

หากงานที่เราทำเป็นรายได้ประจำที่มีแค่ทางเดียว สิ่งที่เราจะเจอก็คือปัญหาเรื่องของการขาดรายได้แต่รายจ่ายนั้นยังวิ่งอยู่ เพราะวันที่เราไม่ได้ทำงานแล้ว เราไม่ได้หยุดกิน เราไม่ได้หยุดใช้จ่ายไปด้วย

นี่แหละคือปัญหา ซึ่งทางออกของเรื่องนี้ มีดังต่อไปนี้

ก่อนจะการเงินไม่ดี หาทางออกเตรียมพร้อมไว้ก่อนดีกว่า

ก่อนจะการเงินไม่ดี ควรหาทางออกไว้ก่อน - Money Class

1. การวางแผนเงินสำรองฉุกเฉิน

หรือก็คือ การเก็บเงินจำนวนเพียงพอที่จะเป็นสภาพคล่องรองรับสถานการณ์การเงินไม่ดีในวันที่รายได้ของเราเกิดการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะหายไปทั้งหมดหรือลดลงบางส่วนเพื่อให้มั่นใจได้ว่าเราจะยังรับมือกับค่าใช้จ่ายที่ยังคงรอเราอยู่ทุกวันสิ้นเดือนต่อไปได้

คำว่า “ฉุกเฉิน” นั้นแปลว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันอาจมีเวลาให้พอเตรียมตัวได้บ้างแต่ก็คงจะไม่มากนักดังนั้นเงินสำรองฉุกเฉินจึงควรจัดเก็บอยู่ในที่ที่มั่นใจได้ว่าจะนำออกมาใช้จ่ายได้อย่างฉับไวไม่ต้องรอให้ลุ้นว่าจำนวนเงินที่เรากำลังเก็บไว้อยู่ครบไหม หรือว่าต้องพิจารณาก่อนเอาเงินออกมาว่าอยู่ในสถานะกำไรหรือขาดทุน

สำหรับในส่วนของการประเมินว่าเราควรเก็บเงินสำรองฉุกเฉินเป็นจำนวนเท่าไหร่นั้น ขึ้นอยู่กับความจำเป็นของแต่ละคนว่าหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีรายได้ต้องหารายได้จากที่ใหม่จะต้องใช้เวลาอย่างน้อยกี่เดือน หรือหากไม่แน่ใจจะใช้ตัวเลขมาตรฐาน 6 – 12 เดือนเป็นพื้นฐานไว้ก่อนก็ได้

2. การบริหารความเสี่ยง

หลายๆ คนตอนที่ยังอยู่บริษัทมักจะมีสวัสดิการเช่นประกันกลุ่มของบริษัทติดตัวอยู่ทำให้เรามีความเคยชินกับสวัสดิการที่มีอยู่แล้วแต่เมื่อเราออกจากงาน สวัสดิการนั้นก็จะกลายเป็นแค่ประกันที่ติดโต๊ะไม่ติดตัว

ดังนั้นการโอนย้ายความเสี่ยงให้ผู้อื่นเป็นผู้รับความเสี่ยงแทนเราหรือการซื้อประกัน ไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุ ประกันวินาศภัยต่างๆ ก็เป็นหนึ่งในวิธีบริหารจัดการความเสี่ยงที่ทำได้ง่ายและเป็นที่นิยมที่สุด

3. สิทธิประโยชน์ที่ต้องทราบเมื่อต้องออกจากงาน

สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดคือการที่เราไม่รู้รายละเอียดสิทธิประโยชน์แต่ละส่วนที่เรามีและไม่รู้ว่าควรจัดการยังไงให้ คุ้มค่าสอดคล้องกับสถานการณ์ขณะนั้นของเรามากที่สุด อาทิ เงินชดเชยตามกฏหมายแรงงาน สิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า การบริหารจัดการกับเงินของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินทดแทนว่างงาน สิทธิได้รับค่าจ้างวันลาพักร้อนสะสม เป็นต้น

ตามที่กล่าวมานี้ ข้อมูลเหล่านี้เราควรศึกษาให้ดี แม้ว่าเราจะไม่ได้กำลังจะต้องออก หรืออยากออกจากงาน แต่การที่เรามีการวางแผนการเงินที่ดี ย่อมทำให้เรามีความพร้อมและความมั่นคงทางด้านการเงิน และสามารถมุ่งมั่นสร้างงาน สร้างชีวิตที่เราต้องการได้ตามใจฝันนั่นเอง

ใครสนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม ขอแนะนำหนังสือ “Money Essentials for Jobbers : คู่มือวางแผนการเงินฉบับวัยทำงาน” ผู้เขียน: ญาดา กาญจนิศากร ซึ่งต้องขอขอบคุณสำหรับบางช่วงบางตอนของหนังสือที่ได้ขออนุญาตนำมาเผยแพร่เป็นความรู้ในบทความนี้ด้วยนะครับ

พิเศษ! ขอรับคำปรึกษาฟรี โปรแกรมหลักสูตรพัฒนาทักษะการเงินสำหรับองค์กร และโรงเรียน

โปรแกรมหลักสูตรพัฒนาการเงินสำหรับองค์กร - Money Class