บริษัทให้อะไรได้บ้าง ในวันที่ยังขึ้นเงินเดือนไม่ได้ - Money Class

บริษัทให้อะไรได้บ้าง ในวันที่ยังขึ้นเงินเดือนไม่ได้

ในสถานการณ์ที่เหมือนจะดีแต่ไม่ดี หรือเหมือนจะไม่ดีแต่ก็ดี เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้แบบในตอนนี้ ฮูกว่าทำเอาหลายคนปวดหัวอยู่เหมือนกัน จะตัดสินใจลงทุนอะไรก็ยาก จะขยายกิจการก็ไม่มั่นใจ จะให้โบนัสก็คิดแล้วคิดอีก จะรับคนเพิ่มก็กลัวจะสร้าง Fixed Cost ให้บริษัท จะเพิ่มกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้ก็กลัวจ่ายไม่ไหว

แต่ไม่ว่ายังไงก็ตาม การทำงานกับคนก็ต้องให้ใจด้วย ดูแลกันนอกเหนือจากเงินเดือนด้วย แล้ววันก่อนฮูกบังเอิญได้ฟังพอดแคสต์ “Career Talk” เรื่อง “บริษัทควรมีสวัสดิการอะไรหากยังขึ้นเงินเดือนให้ไม่ได้” ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ดี เลยขอเอามาเล่าให้ฟังกัน

แน่นอนว่าหากเรายังขึ้นเงินเดือนให้เขาไม่ได้จริงๆ เนี่ย ก็คงต้องซื้อใจด้วยสวัสดิการ แต่สวัสดิการที่จะให้ก็อาจจะต้องดูงบเนอะ ว่าให้ได้แค่ไหน ซึ่งในพอดแคสต์นี้เขาได้แบ่งสวัสดิการเอาไว้อยู่ 2 กลุ่ม คือ สวัสดิการแบบไม่ใช้เงิน กับ สวัสดิการที่ใช้เงิน

บริษัทให้อะไรได้บ้าง? คำตอบคือให้ สวัสดิการที่ไม่ใช้เงิน

บริษัทให้อะไรได้บ้าง สวัสดิการที่ไม่ใช้เงิน - Money Class

1. Flexible Working

สวัสดิการที่ไม่ใช้เงินตัวแรกที่เขาแนะนำก็คงหนีไม่พ้นเรื่อง Flexible Working หรือ การทำงานแบบยืดหยุ่น ซึ่งก็ดูจะตอบโจทย์กับความต้องการของพนักงานในช่วงหลังโควิดนี้อยู่ไม่น้อย

แต่การทำงานแบบยืดหยุ่นนั้นก็ไม่ได้มีแต่เรื่องหนักๆ อย่างการให้ทำงานที่ไหนก็ได้ หรือการเข้างานเวลาไหนก็ได้ เท่านั้น จริงๆ ก็สามารถใช้กับเรื่องเล็กๆอย่างการแต่งตัวก็ได้ หรือให้อย่างมีขอบเขตเช่น ระบุกรอบเวลาเข้าออกงาน เข้าได้ตั้งแต่ 7:00 – 9:00 น. แต่ต้องทำงานให้ครบ 8 ชั่วโมงก็ได้

แต่หากเราเห็นว่าเนื้องานนั้นจริงๆ ไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ให้ครบ 8 ชั่วโมงต่อวัน บางบริษัทในต่างประเทศเขาก็ให้เข้ายังไงก็ได้ก็มีนะ แต่ระบุชั่วโมงต่อสัปดาห์แทน เช่น ให้เข้าอาทิตย์ละ 40 ชั่วโมง คุณจะมาทำงาน 4 วัน วันละ 10 ชั่วโมงก็ไม่ผิด

ใดๆ แล้วนั้น อาจจะต้องดูบริบทของเนื้องานกับบริบทขององค์กรนั่นแหละ ว่าจะยืดหยุ่นตรงไหนได้บ้าง จะต้องตีกรอบเรื่องไหนบ้าง เพราะการที่ทำให้เขามีอิสระที่มากขึ้น มันช่วยให้เขาสามารถปรับชีวิตการทำงานให้เข้ากับชีวิตด้านอื่นๆของเขาได้ก็จริง แต่ถ้ามากเกินไปก็อาจจะแลกมาด้วยการติดตามที่ยากขึ้น ความสัมพันธ์ต่อเพื่อนร่วมงานที่น้อยลง หรือความเสี่ยงต่อการรั่วไหลของข้อมูลที่มากขึ้นตามไปด้วย

2. เพิ่มวันหยุดวันลา

หากให้วันหยุดเพิ่ม หรือได้ลดเงื่อนไขวันหยุดไปชั่วคราวนั้น มันก็ช่วยให้เขาได้พักจากการต่อสู้กับสถานการณ์นี้ที่อยู่มาต่อเนื่องและยาวนนาน และฟื้นฟูตัวเองให้กลับมาร่วมสู้ไปด้วยกันอีกครั้งได้ อย่างบางที่ให้หยุดติดกันได้ไม่เกิน 3 วัน ในช่วงนี้อาจจะเพิ่มให้เป็นกรณีพิเศษเป็น 5 วันก็ได้ ให้เขาได้ไปพักผ่อนอยากเต็มที่จริงๆ ได้ไปใช้เวลากับครอบครัวและคนที่รักมากขึ้น หรือถ้าอย่างที่หลายๆ องค์กรเริ่มให้กันมากขึ้นในช่วงหลังก็เช่นลาพักฟื้นจากการผ่าตัดแปลงเพศ หรือสิทธิ์ลาคลอดของคุณพ่อที่ลาไปช่วยคุณแม่เลี้ยงลูก

บางอย่างมันอาจจะดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กๆ แต่สำหรับพนักงาน ฮูกว่ามันช่วยให้มีเวลาฟื้นฟูตัวเองจริงๆ นะ ที่เก่าฮูกเคยลาได้ติดกันไม่เกิน 3 ฮูกก็เลือกเวลาที่จะกระทบงานน้อยที่สุด ทำแบบนั้นอยู่ 4 เดือน ก็ยังรู้สึกเหนื่อยเกินไปอยู่ดี จนสุดท้ายก็ลาออกจากที่นั่นมา หากสามารถหยุดเพิ่มได้อีกนิดมันอาจจะช่วยให้ฮูกอยู่กับที่นั่นยากกว่านี้ก็ได้

บริษัทให้อะไรได้บ้าง? คำตอบคือให้ สวัสดิการแบบใช้เงิน

บริษัทให้อะไรได้บ้าง สวัสดิการที่ใช้เงิน - Money Class

1. ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย

ส่วนนี้จริงๆ ฮูกว่ามันยืดหยุ่นมากเลยนะกับการจัดสรรงบ เพราะอยู่ที่เราจะช่วยเขาในเรื่องไหน ซึ่งก็จะล้อไปกับงบที่ใช้ อย่างเช่น มีหน้ากากอนามัยแจกฟรีให้ทุกเดือน มี ATK ให้เบิกไปใช้ได้ทุกครั้งที่ต้องออกไปพบลูกค้า หรือมีจัดชุดอาหารกลางวันให้ ซึ่งกลุ่มนี้ก็จะเป็นกลุ่มที่ไม่เป็นภาระค่าใช้จ่ายที่สูงมากนัก องค์กรขนาดเล็กก็สามรถนำไปใช้ได้ หรือหากซัพพอร์ตเยอะหน่อยก็อาจจะเป็นการช่วยออกค่าไฟ ช่วยออกค่าเดินทาง/ค่าน้ำมันให้ ช่วยค่าที่พักอาศัย ซึ่งก็คงต้องเป็นกำหนดการแบบระยะสั้นๆ หรือหากทำต่อไปยาวๆ ได้ก็ค่อยปรับกันไป แต่การที่ทำให้เขามีเงินเหลือเยอะขึ้นในช่วงของแพงค่าแรงถูกแบบนี้มันก็ทำให้กดดันชีวิตเขาน้อยลงแหละ อย่างน้อยถ้าเขาพออยู่ได้เขาก็ไม่ต้องออกไปหางานใหม่เพื่อดำรงชีวิตก็ได้

2. มี Snack Bar ให้พนักงาน

ขนมมันคือรางวัลเล็กๆ น้อยๆ ให้ชีวิต อย่างน้อยก็ช่วยลดความเครียดลงได้บ้าง การมี Snack Bar ก็ช่วยให้เขามีความสุขกับการทำงานมากขึ้น อาจจะเป็นขนมเล็กๆ น้อยๆ คุกกี้ เวเฟอร์ ขนมปี๊บ หรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็ได้ หรือบางที่ที่ฮูกเคยเจอเขาก็จัดเครื่องทำกาแฟไว้ที่สำนักงานเลย เช้าๆ หลายคนต้องการกาแฟ ก็ได้ทานกาแฟฟรีที่คุณภาพดีๆ ไม่ใช่กาแฟซอง เหมือนเป็นการเริ่มวันใหม่ด้วยความสดชื่นไปในตัวด้วย

3. เพิ่มเบี้ยเลี้ยงด้านสุขภาพ

หลายๆองค์กรที่ไม่มีประกันกลุ่ม ก็อาจจะลองพิจารณาประกันกลุ่มดูว่าพอจะให้อะไรได้บ้าง หรือจะเน้นเรื่องไหนบ้าง คือฮูกเข้าใจว่าไม่ใช่ทุกองค์กรที่จะทำประกันกลุ่มให้ได้ตั้งแต่ช่วงแรกที่เริ่มดำเนินกิจการ แตหากตอนนี้เริ่มมั่นคงขึ้นแล้ว การกลับมาพิจารณาเรื่องนี้ก็เป็นเรืองสำคัญนะ เพราะหลายคน โดยเฉพาะพนักงานที่อายุเริ่มเยอะ ก็จะมองสวัสดิการส่วนนี้มากขึ้นตามไปด้วย หรือบางองค์กรอาจจะให้งบชั่วคราวในการเบิกเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวกับสุขภาพได้ด้วย เช่น ให้เบิกค่าตัดแว่นสายตา เบิกค่าวิตามิน เบิกค่าเก้าอี้หรือหมอนสุขภาพ เพื่อส่งเสริม Physical & Mental Wellbing ให้ดีขึ้นได้ด้วย

4. จัดหาบริการให้คำปรึกษา

ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแต่เรื่องคำปรึกษาทางการเงินของ Money Class หรอกนะ แต่รวมถึงคำปรึกษาทางจิตวิทยาด้วย และอาจจะเฉพาะเจาะจงไปได้ถึงจิตวิทยาเด็ก จิตวิทยาครอบครัว เพราะความเครียดของพนักงานไม่ได้มีแค่เรื่องใดเรื่องหนึ่งแน่ๆ และส่วนใหญ่แล้วหากเขามีความเครียดที่สูงเกินไป ความเครียดนั้นก็จะกระทบไปทุกๆ ด้านของชีวิตเขาเช่นกัน ดังนั้นหากองค์กรพอจะ Support ได้ สวัสดิการในส่วนนี้ฮูกว่ามันก็น่าจะดี

ถ้าถามว่าสวัสดิการที่ให้ไปเหล่านี้มันจะช่วยลดการลาออกได้มากน้อยแค่ไหน อันนี้ฮูกก็ไม่แน่ใจหรอกนะ แต่อย่างน้อยๆ ถ้าสถานะทางการเงินของพนักงานดีขึ้น อันนี้ช่วยลดการลาออกได้ครึ่งหนึ่งแน่ๆ อย่างที่เคยเล่าไปในบทความ “ปัญหาสุขภาพการเงินของพนักงาน คือปัญหาขององค์กร” และการช่วยลดความเครียด ช่วยด้านจิตใจ และส่งเสริมให้บรรยากาศการทำงานมันดีขึ้น ก็จะเป็นการช่วยเพิ่ม Employee Engagement เช่นกันครับ

พิเศษ! ขอรับคำปรึกษาฟรี โปรแกรมหลักสูตรพัฒนาทักษะการเงินสำหรับองค์กร และโรงเรียน

โปรแกรมหลักสูตรพัฒนาการเงินสำหรับองค์กร - Money Class