3 สิ่งที่พ่อแม่เรียนรู้จากลูกเรื่องการเงิน

เราต่างรู้กันดีอยู่แล้วว่า หน้าที่โดยปกติของคนเป็นพ่อแม่ก็คือการสอนและอบรมลูกๆ ให้โตมาเป็นคนดี สามารถเอาตัวรอดในสังคมได้ใช่ไหมล่ะครับ แต่ถ้าเราสังเกตพฤติกรรมบางอย่างของลูกดีๆ เราก็จะเจอสิ่งที่สามารถนำมาเป็นบทเรียนสอนคุณพ่อคุณแม่ได้เช่นเดียวกัน

1. กว่าจะเดินได้ด้วยตัวเอง

คุณพ่อคุณแม่ลองคิดย้อนกลับไปตอนลูกๆ ที่น่ารักของเรายังเดินไม่ได้ดูครับ แน่นอนว่าไม่มีลูกๆ คนไหนที่เกิดมาแล้วเดินหรือวิ่งเล่นได้เลยทันทีใช่ไหมล่ะครับ ? 

เด็กทุกคนต้องเริ่มจากการเริ่มฝึกคลาน ตั้งไข่ เกาะเดิน ไปจนถึงเดินเองได้ในที่สุด เด็กได้สอนผู้ใหญ่อย่างเราว่า การจะทำอะไรสักอย่างต้องค่อยเป็นค่อยไปทำตามขั้นตอน 1 2 3 เริ่มจากเรื่องเบสิคแล้วค่อยๆ เรียนรู้ พัฒนาไปจนถึงเรื่องแอดว้านซ์มากขึ้น เช่นเดียวกับเรื่องของการวางแผนการเงิน คำถามยอดฮิตของใครหลายคนคือ ลงทุนอะไรดี ?

จะเห็นว่าคนส่วนมากโฟกัสไปที่ยอดบนของพีระมิดสามเหลี่ยมการเงิน นั้นก็คือเรื่องของการวางแผนการลงทุน ซึ่งถ้าหากไม่ได้มีการวางแผนปกป้องความมั่นคงมาก่อน เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันการเงินของเราอาจพังทลายเลยก็เป็นได้ ทางที่ดีเราควรเริ่มวางแผนการเงินจากฐานล่างให้แน่นก่อนแล้วค่อยไล่ขึ้นไป นั่นคือเริ่มจาก

สร้างความมั่งคั่ง

  • วางแผนบริหารรายรับรายจ่าย
  • วางแผนจัดการหนี้สิน
  • วางแผนเก็บเงินสำรองฉุกเฉิน

ปกป้องความมั่นคง

  • วางแผนประกันชีวิต
  • วางแผนประกันสุขภาพ
  • วางแผนเกษียณ

สะสมความมั่งคั่ง

  • วางแผนลงทุนตามเป้าหมายต่างๆ เช่น แผนซื้อบ้าน แผนแต่งงาน แผนการศึกษาบุตร
  • วางแผนภาษี

ส่งต่อความมั่งคั่ง

  • วางแผนภาษีมรดก

เพียงเท่านี้การเงินของเราก็จะราบลื่นเหมือนเด็กที่สามารถเดินได้อย่างแข็งแรงในที่สุดครับ

2 ผ่านคืนที่แสนโหดร้ายของพ่อแม่

โคลิค คือ อาการที่เด็กร้องไห้งอแงในตอนกลางคืนทุกวัน เกิดจากความเครียดในการปรับตัวของเด็ก และพัฒนาการของสมองที่ยังไม่มากพอ ความน่ากลัวของลูกที่ต้องเผชิญอาการแบบนี้ในยามค่ำคืนถือเป็นความทุกข์ใจที่แสนโหดร้ายของหัวอกคนเป็นพ่อแม่อย่างเรา

โดยที่อาการโคลิคนี้ไม่มียารักษาโดยตรง แต่ช่วยบรรเทาอาการของลูกให้ลดลงได้โดยการพยายามปลอบโยนลูกให้สบายใจ เช่น เปิดเพลง, อุ้มกล่อม, ใส่รถเข็นเดินเที่ยวก่อนเวลาที่จะร้องงอแง ที่สำคัญพ่อแม่ต้องจัดสิ่งแวดล้อมให้สงบไม่วุ่นวาย และเมื่อลูกของเราอายุ 3 เดือนขึ้นไปอาการนี้ก็จะค่อยๆ หายไปเอง

เรื่องนี้ลูกๆ สอนให้เรารู้ว่า บางเรื่องเราก็ไม่สามารถจัดการได้ทั้งหมด สิ่งที่ทำได้คือ ยอมรับและเข้าใจในธรรมชาติของมัน เช่นเดียวกับเรื่องของการเงินการลุงทุน การที่เราลงทุนในสินทรัพย์อะไรสักอย่างหนึ่ง แน่นอนว่าการลงทุนนั้นมีความเสี่ยง เราอาจจะได้กำไรหรือขาดทุนครั้งนี้ก็ได้ ซึ่งเราไม่สามารถจัดการความเสี่ยงทั้งหมดของการลงทุนได้อยู่แล้ว และยิ่งถ้าเราไม่มีความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่เราลงทุนอยู่ เราก็จะทุกข์ใจจนนอนไม่หลับเหมือนกับคุณพ่อคุณแม่ที่กังวลลูกร้องไห้ในตอนกลางคืน 

แต่ถ้าเราศึกษาทำความเข้าใจธรรมชาติของสินทรัพย์ก่อนการลงทุน และรู้วิธีการจัดการความเสี่ยงต่างๆ ที่เราสามารถจัดการได้ เช่น การกระจายสินทรัพย์การลงทุน การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน(DCA) ฯลฯ เราก็จะสามารถลงทุนได้อย่างสบายใจมากขึ้นนั่นเอง

3. วัยของการเลียนแบบ

ลูกของเราจะมีพฤติกรรมการเลียนแบบผู้ใหญ่ หรือเลียนแบบเพื่อนและคนรอบตัว เมื่ออายุประมาณ 2-3 ขวบ ซึ่งพฤติกรรมเลียนแบบนี้ มีตั้งแต่การเลียนแบบการพูด ท่าทางต่างๆ การเล่น การกิน รวมไปถึงพฤติกรรมทางอารมณ์ ซึ่งเด็กวัยนี้ยังไม่สามารถแยกแยะออกได้ว่าสิ่งไหนดีหรือไม่ดี 

แต่เมื่อเขาเริ่มโตขึ้นเขาจะเริ่มพัฒนากระบวนการความคิด และสามารถนำประสบการณ์ต่างๆ ที่เขาเจอมาปรับเป็นวิธีการใช้ชีวิตในแบบของเขาเองได้ ซึ่งพฤติกรรมของเด็กนี้สามารถสอนพ่อแม่ในเรื่องของการเงินได้เช่นเดียวกัน

เริ่มแรกพ่อแม่อาจจะยังไม่เข้าใจโลกของการเงินการลงทุน เหมือนกับลูกของเราที่ยังไม่เข้าใจโลกในชีวิตจริง ซึ่งไม่แปลกเลยถ้าผู้ใหญ่อย่างเราจะเลียนแบบพฤติกรรมของคนรู้จัก คนที่ดูน่าเชื่อถือ หรือเชี่ยวชาญกว่าเรา เช่น เซียนหุ้น กูรูการเงินต่างๆ เราอาจจะเลียนแบบวิธีการจัดการเงิน วิธีการออม วิธีการลงทุน ของพวกเขาเหล่านั้นได้ในตอนแรก แต่ท้ายที่สุดแล้ว #เรื่องการเงินก็เป็นเรื่องของส่วนบุคคล

เราเองก็ต้องนำเอาความรู้ หรือคำแนะนำเหล่านั้นมาตกผลึก และหาวิธีการที่เหมาะสมในการจัดการเงินเป็นในแบบของตัวเองให้ได้ เพราะวิธีการจัดการเรื่องเงินของเหล่ากูรู ก็อาจไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคน และเราก็ไม่สามารถเลียนแบบใครได้ตลอดไปด้วย

สรุปแล้ว การที่เราสามารถจัดการเงินได้เองนั้น จะทำให้เรามีภูมิคุ้มกันทางการเงินเป็นของตัวเอง และไม่ว่าจะเจอเหตุการณ์อะไรเข้ามากระทบ เราก็จะสามารถผ่านมันไปได้ด้วยดีครับ