6 ขั้นตอน นำ Financial Education มาสู่พนักงานในองค์กร

รู้หรือไม่? หนึ่งในสามของพนักงาน ถูกรบกวนจากปัญหาการเงินส่วนบุคคล ทั้งเรื่องหนี้ เรื่องค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นจากการ work form home ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง และเสียเวลาไปกับการแก้ปัญหาเหล่านี้มากถึง 3 ชั่วโมง เลยทีเดียว!

ยิ่งกว่านั้น ยังเป็นสาเหตุให้พนักงานขาดงานและเปลี่ยนงานบ่อยขึ้นด้วย แต่สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นถ้าเราแก้ปัญหาที่ต้นน้ำ ด้วยการให้ความรู้เรื่องเงินหรือ Financial Education กับพนักงานในองค์กรของเราครับ

แม้การจัดการสอนเรื่องเงินจะเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนักสำหรับองค์กร เพราะต้องใช้เวลามากพอสมควรกับกระบวนการต่าง ๆ ตั้งแต่ก่อนเริ่มโครงการยันติดตามผลของพนักงานหลังโครงการ แต่เชื่อเถอะครับว่าการลงทุนครั้งนี้ จะให้ผลลัพท์ที่น่าพึงพอใจออกมาอย่างเป็นรูปธรรมแน่นอน

6 ขั้นตอน ที่องค์กรสามารถทำได้เลย เพื่อเริ่มให้ความรู้ทางการเงินแก่พนักงาน

1. เข้าใจ (ว่าสามารถใช้อะไรได้บ้าง)

ก่อนอื่น ต้องเข้าใจก่อนว่า ในฐานะองค์กร เราไม่จำเป็นต้องให้ความรู้การเงินแก่พนักงานด้วยตัวเองเพราะในปัจจุบันมีบริษัทต่าง ๆ ที่ทำงานด้านนี้โดยเฉพาะ ซึ่งสามารถจัดการให้ความรู้เรื่องเงินได้ในหลากหลายรูปแบบตามที่องค์กรต้องการ ตั้งแต่ สอนแบบรายบุคคล กิจกรรม สัมมนา รวมถึงคอร์สออนไลน์

ตรงนี้ ฮูกอยากให้มองถึงผลลัพธ์ที่องค์กรจะได้กลับมา หลังพนักงานมีความรู้เรื่องการเงินแล้ว คือ พวกเขามีความเครียดที่ลดลง และสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ซึ่งในสถาการณ์โรคระบาดเช่นนี้ ถ้าได้เรียนในรูปแบบออนไลน์ อาจสะดวกต่อทั้งเราและตัวพนักงานมากกว่า เพราะไม่จำเป็นต้องเจอกัน

2. ให้ความสำคัญ (กับการให้ความรู้เรื่องเงินนี้จริง ๆ )

เจ้าของกิจการควรจัดเวลาและพื้นที่ให้พนักงานได้รับการฝึกฝนเรื่องการเงิน (ในกรณีนี้อาจะเป็นเวิร์คชอป) อาจต้องเลือกเวลาและสถานที่พร้อมเครื่องมือที่จำเป็น เอื้อต่อกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นสักหน่อย เพื่อเกิดการเรียนรู้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และมีการเก็บข้อมูลจากการประเมินทั้งก่อนงานและหลังงาน เพื่อให้เรารู้ว่า พนักงานของเรามีพัฒนาการอย่างไรบ้าง? ควรปรับเปลี่ยนตรงไหนไหม?

ข้อมูลเหล่านี้ ยังสามารถช่วยลดความเครียดของพนักงานได้ด้วย เพราะพวกเขาจะได้เห็นถึงพัฒนาการของตัวเอง ได้เห็นว่ากำลังก้าวไปในทางที่ถูกต้อง และนอกจากนั้นยังสามารถบอกได้อีกว่า องค์กรควรจะเดินหน้าให้ความรู้ในเรื่องใดต่อไป ที่สำคัญเลย นายจ้างหรือผู้บริหารควรมีส่วนร่วมในโครงการต่าง ๆ ที่องค์กรทำให้พนักงานด้วยนะครับ

3. เข้าหาเชิงรุก (เพื่อช่วยเหลือพนักงาน)

การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง และมาพร้อมเครื่องมือต่าง ๆ ที่ต้องใช้ คือสิ่งจำเป็นสำหรับการแก้ปัญหา อาจต้องเข้าหาและมีการสอบถามพนักงานมากขึ้นว่าต้องการความช่วยเหลือตรงไหนหรือไม่ เพื่อที่จะได้ปรับปรุงโครงการนี้ต่อไป นี่จึงเป็นเรื่องสำคัญที่องค์กรควรร่วมมือกับผู้ให้บริการด้านการเงินที่สามารถตอบโจทย์ตรงนี้ของพนักงานได้

4. วัดผล (เพื่อดูพัฒนาการ)

การวัดความรู้ทางการเงินที่เพิ่มขึ้น และระดับความเครียดที่ควรจะลดลง ทำให้เจ้าของกิจการสามารถหาความเชื่อมโยงระหว่าง การจัดการศึกษาเรื่องการเงินกับสุขภาพทางการเงินของพนักงานในองค์กรได้

ข้อมูลจากการทดสอบและการประเมินผล จะเป็นหลักฐานว่าการให้การศึกษาเรื่องเงินนั้นประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายจริงๆ ยกตัวอย่างเช่น การทำ Money Health Check อย่างเป็นประจำ จะสามารถวัดพัฒนาการในการแก้ปัญหาทางการเงินของพนักงานได้ การวัดนี้ยังสื่อให้เห็นอีกว่าเราควรเน้นให้ความรู้ส่วนไหน หรือวางแผนโครงการอย่างไรให้เหมาะสมมากขึ้นด้วย

5. มีสิ่งกระตุ้น/จูงใจ และตัวช่วย (เพื่อให้เรียนรู้อย่างต่อเนื่องจนเห็นผล)

การกระตุ้นหรือการจูงใจนั้นจะเพิ่มแรงบัลดาลใจและการมีส่วนร่วมในการทำงาน บางองค์กรมีการใช้คูปองส่วนลดต่าง ๆ เงินโบนัส สิทธิพิเศษ รวมถึงสวัสดิการที่น่าสนใจ สำหรับจูงใจให้พนักงานเข้ามาเรียนรู้เรื่องการเงิน

บางองค์กรใช้กิจกรรม แคมเปญ ที่ต้องอาศัยความต่อเนื่อง อาจอยู่ในระดับ 1-2 เดือน มีการประเมินผลตลอดทาง และมีการให้เกียรติบัตรหลังจบงาน จะสามารถช่วยให้พนักงานมีไฟในการเรียนรู้ได้นานขึ้น พูดง่ายๆ ก็คือมีรางวัลเป็นแรงจูงใจนั่นเอง

องค์กรใหญ่ ๆ อาจมีตัวช่วยเสริมเข้ามา เช่น นักวางแผนการเงินประจำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการช่วยเหลือการเงินให้พนักงาน บางองค์กรมีการใช้บริการโค้ชการเงินควบคู่ไปกับคอร์สเรียน ซึ่งช่วยให้พนักงานสามารถนำความรู้มาประยุกต์ใช้ในชีวิตได้ง่ายขึ้น

6. หาพาร์ทเนอร์ (เราไม่จำเป็นต้องทำทั้งหมดเอง)

อย่างที่ได้พูดในตอนแรกว่า มีคนที่ทำงานให้ความรู้ทางการเงินอยู่แล้ว ซึ่งบริการต่าง ๆ ของการให้ความรู้ทางการเงินนี้ อาจออกมาในรูปแบบทั้งออฟไลน์ ออนไลน์ หรือผสมผสาน ก็ได้ ซึ่งบางที่ก็มีการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ในการสนับสนุนการเก็บข้อมูล การประเมิน การตีความต่าง ๆ เพื่อให้พนักงานในองค์กรได้ประโยชน์สูงสุด