ประกันชีวิตแบบไหน เหมาะกับวัยของคุณที่สุด?

the best types of life insurance for 3 worker life stage

หลังจากที่เราได้เข้าใจแบบประกันชีวิต ทั้ง 5 แบบ และจุดเด่นของแต่ละแบบแล้ว จากบทความก่อนหน้า (ซึ่งเพื่อนๆ สามารถอ่านได้ที่บทความ เข้าใจ “ประกันชีวิต” จบในโพสต์เดียว) โดยหลักการเลือกซื้อประกัน นอกจากจะเลือกให้เหมาะกับเป้าหมายทางการเงิน และเบี้ยประกันนั้นต้องพอเหมาะกับรายได้ของเราแล้ว อีกหนึ่งหลักพื้นฐานที่คนส่วนใหญ่มักจะนำมาใช้ในการเลือก ก็คือ “ช่วงวัย”

บทความนี้ฮูกเลยจะพาเพื่อนๆ ไปดูกันว่าแต่ละวัยเราควรมีประกันแบบไหน เพื่อให้ตอบโจทย์ชีวิตของเรามากที่สุด

[the best types of life insurance for 3 worker life stage] วัยทำงานตอนต้น

ช่วงวัยทำงานตอนต้น (อายุประมาณ 21-30 ปี)

เป็นวัยที่สร้างตัว ยังไม่มีผู้ที่ต้องอุปการะดูแล ไม่มีภาระหนี้สิน ควรใช้ “ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์” เพื่อสร้างวินัยในการเก็บออม อีกทั้งยังได้สิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีอีกด้วย 

สิ่งที่ควรทำเพิ่มเติมคือ “ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ” เพราะช่วงวัยนี้ค่าเบี้ยประกันชีวิตจะถูกกว่าช่วงวัยอื่น ทำให้เราได้ประกันชีวิตที่คุ้มค่า แถมจ่ายเบี้ยราคาเดิมนี้ไปตลอดอายุของสัญญา แต่สาเหตุหลักที่สำคัญคือ เพื่อนำไปผูกกับประกันสุขภาพได้ โดยหลักการซื้อประกันสุขภาพนั้นให้พิจารณาจากวงเงินประกันสุขภาพกลุ่มของบริษัทก่อน และทำเพิ่มเติมเฉพาะส่วนที่ยังขาดอยู่โดยดูจากค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลที่เราจะไปใช้บริการ 

และสำหรับใครที่ยังมีเงินทุนไม่มากพอ อาจพิจารณาใช้สิทธิ์ประกันสังคมรักษาฟรีไปก่อน แต่ควรทำประกันเพิ่มเติมกรณีชดเชยรายได้ เพราะประกันสังคมจ่ายค่ารักษาตามจริง แต่จะมีค่าห้องที่จำกัดวันละ 700 บาท ซึ่งในปัจจุบันอาจไม่พอ เราจึงจำเป็นต้องมีประกันที่ชดชดเชยรายได้มาช่วยจ่ายในส่วนต่างของค่าห้องตรงนี้เพิ่มเติม

[the best types of life insurance for 3 worker life stage] วัยทำงานตอนกลาง

ช่วงวัยทำงานตอนกลาง ( อายุประมาณ 31-45 ปี)

เป็นวัยที่การงานเริ่มมั่นคง มีรายได้สูงขึ้น โดยทั่วไปช่วงวัยนี้จะเป็นวัยที่มีครอบครัว มีลูก หรือมีคุณพ่อคุณแม่ที่อยู่ในอุปการะ มีภาระหนี้สินสูง จึงต้องการความคุ้มครองที่สูง ประกันชีวิตที่เหมาะสมจะเป็น “ประกันแบบตลอดชีพ และประกันแบบสะสมทรัพย์”

สำหรับใครที่มีบุตร หรือมีหนี้สิน การทำประกันประเภทควบการลงทุนก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ดี เพราะสามารถเพิ่มลดความคุ้มครองได้ตลอด ยกตัวอย่างเช่น กรณีมีลูก ช่วงที่ลูกยังเล็กก็เพิ่มความคุ้มครองชีวิตให้สูงเผื่อเราเป็นอะไรไปจะได้มั่นใจว่าลูกจะมีทุนการศึกษาจนจบมหาลัย แต่พอลูกเริ่มโตขึ้น ก็ค่อยๆลดความคุ้มครองแล้วไปเน้นในส่วนของการลงทุน เพื่อเป็นเงินให้ลูกตอนโตหรือไว้ใช้เป็นเงินเกษียณของตัวเราได้ 

แต่ถ้าใครไม่อยากเสี่ยงกับการลงทุน “ประกันบำนาญ” ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเก็บเงินเกษียณอายุ และอีกหนึ่งข้อดีคือสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้มากขึ้นด้วย

เพิ่มเติมสำหรับใครที่มีประวัติญาติผู้ใหญ่ป่วยเป็นโรคร้ายแรง เช่นโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ฯลฯ  แสดงว่าเรามีโอกาสที่จะเป็นโรคเหล่านี้ได้ ดังนั้นอย่าลืมทำ “ประกันสุขภาพและโรคร้ายแรง” ป้องกันไว้ด้วย

[the best types of life insurance for 3 worker life stage] วัยทำงานตอนปลาย

ช่วงวัยทำงานตอนปลาย ( อายุประมาณ 45-60 ปี)

เป็นวัยที่มีรายได้สูง และเป็นวัยที่เตรียมการเกษียณอย่างเต็มรูปแบบ ดังนั้นจึงต้องมีเงินเก็บไว้รองรับชีวิตหลังเกษียณแล้ว แต่ก็มีข้อดีตรงที่ลูกกำลังจะจบการศึกษาและเริ่มดูแลตัวเองได้ ความคุ้มครองชีวิตอาจน้อยลงได้ แต่สิ่งหนึ่งที่คนวัยนี้มักจะนึกถึงคือการอยากมีเงินส่งต่อมรดกให้กับคนรุ่นหลัง

ดังนั้น “ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ” จะตอบโจทย์ตรงนี้ และสำหรับใครที่อยากจะสร้างเงินมรดกให้ลูกหลาน แต่มีสุขภาพไม่สมบูรณ์แข็งแรงปกติ หรือมีโรคประจำตัว ทำให้ไม่สามารถทำประกันชีวิตแบบทั่วไปได้ ก็อาจพิจารณาทำ “ประกันชีวิตผู้สูงอายุ” ทดแทนได้ เพราะไม่จำเป็นต้องตรวจหรือต้องตอบคำถามสุขภาพ ทำให้ผู้ที่มีโรคประจำตัวก็สามารถทำประกันชีวิตได้ (กรณีเสียชีวิตจากโรค บริษัทประกันจะจ่ายทุนประกันให้ผู้รับผลประโยชน์ก็ต่อเมื่อกรมธรรม์นั้นทำมาเกิน 2 ปีแล้วเท่านั้น)

ทั้งหมดนี้คือแบบประกันที่มีอยู่ในท้องตลาด และแนวทางคำแนะนำคร่าวๆ สำหรับการทำประกันชีวิตในแต่ละช่วงวัย จะเห็นว่าไม่ว่าเราจะอยู่ในช่วงวัยไหนของชีวิตเราก็จำเป็นต้องมีประกันเสมอ แต่ไม่ได้หมายความให้ทำประกันตามนี้เลย เพราะขึ้นอยู่กับ สถานภาพ ความเหมาะสม และข้อจำกัดของแต่ละบุคคลด้วย 

สิ่งที่สำคัญคือการทำความใจในเงื่อนไขของสัญญา ข้อยกเว้นความคุ้มครองต่างๆ รวมถึงสิทธิของผู้เอาประกันภัยให้ละเอียดก่อนตัดสินใจทำประกันชีวิตทุกครั้ง เพื่อให้ได้แบบประกันที่เหมาะกับเรามากที่สุดนั่นเอง