Provident Fund คืออะไร ทำไมถึงสร้างผลตอบแทนได้ถึง 100%

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund – PVD) เป็นเครื่องมือที่ “ช่วยบังคับให้ลูกจ้างลงทุน” เพื่อให้มีเงินใช้จ่ายตอนเกษียณอายุ และถือว่าเป็น “สวัสดิการ” ส่วนหนึ่งที่นายจ้างมีให้แก่ลูกจ้าง โดยเงินลงทุนจะได้มาจาก 2 แหล่ง คือ 

1. ลูกจ้าง ซึ่งจะหักจากค่าจ้าง มาเป็น “เงินสะสม” 

2. นายจ้าง ซึ่งจะจ่ายให้พนักงานนอกเหนือจากค่าจ้าง เรียกว่า “เงินสมทบ” 

ตามกฎหมายแล้ว “ขั้นต่ำ” ของ PVD พนักงานต้องลง 2% ของเงินเดือน ซึ่งแต่ละบริษัทอาจกำหนดขั้นต่ำแตกต่างกันไปได้ ตามนโยบายของแต่ละที่ นอกจากนี้ ยังมี “เพดานเงินสะสม” และ “นโยบายเงินสมทบ” ที่แต่ละบริษัทอาจกำหนดไว้ต่างกัน เช่น สามารถให้ลูกจ้างเลือกลงเท่าไหร่ก็ได้ ขั้นต่ำ 5% แต่ไม่เกิน 15% ส่วนนายจ้างจะสมทบให้สูงสุด 9% เป็นต้น

หลังจากนั้นก็เอาเงินสองก้อนนี้ไปลงในกองทุนรวมตามแผนการลงทุนที่ลูกจ้างเลือก ไม่ว่าจะเป็น กองทุนรวมหุ้น ทรัพย์สินทางเลือก ตราสารหนี้  แล้วแต่ว่า บลจ. ที่บริษัทของเราใช้บริการอยู่มีกองไหนให้เลือกบ้าง และ HR ของเราไปคัดนโยบายไหนจากกองเหล่านั้นมาให้พวกเราลง 

แต่เราจะบริหารเงินส่วนนี้อย่างไร ให้เกิดความมั่งคั่งมากที่สุด โพสต์นี้มีคำตอบครับ

หาก PVD กำหนดเพดานไว้ที่ 15% ยิ่งเราสะสมมาก ยามเกษียณเราก็จะมีเงินไว้ใช้มาก เมื่อเป็นอย่างงี้ก็ควรจะจัดเต็ม max เลยใช่มั้ยล่ะ?

เปล่าเลย! ถึงแม้ว่ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะลดหย่อนภาษีได้ก็จริง แต่ถ้าเราเอาเงินก้อนนี้ไปซื้อ SSF หรือซื้อประกันก็จะลดหย่อนภาษีได้เช่นเดียวกัน ทีนี้ข้อดีของ PVD คือส่วน “เงินฟรี” หรือเงินสมทบที่ได้จากนายจ้าง ส่วนข้อเสียก็คือต้องลงทุนจนถึงอายุ 55 ปีและลงทุนมาแล้วอย่างน้อย 5 ปี (เงื่อนไขแบบเดียวกับ RMF) ถึงจะเอาเงินออกมาได้แบบไม่เสียภาษี ดังนั้นสำหรับคนที่อายุยังไม่ถึง 45 ปี ก็มีทางเลือกที่ดีกว่าการ max out ตัว PVD

ซึ่งก็คือลง PVD เท่าที่นายจ้าง match ให้เรา เราก็จะได้ผลตอบแทน100% ของเงินเดือนที่เราถูกหักไป เช่น ที่บริษัทเรา นายจ้าง match ให้เยอะสุด 5% ต่อให้มีแผนที่ให้พนักงานลงได้ถึง 11% เราก็ลง 5% เพื่อเอาเงินสมทบ 5% พอ ส่วนเงินอีก 6% นั้นเอาไปซื้อ SSF ก็ได้ผลเรื่องลดหย่อนภาษีเท่ากัน (ยกเว้นว่าใช้สิทธิ์ SSF เต็มแล้ว) และภายใน 10 ปี ก็สามารถเอาเงินก้อนส่วนต่าง 6% นี้ออกมาลดหย่อนภาษีใหม่ได้ ไม่ว่าจะผ่าน SSF, RMF หรือกองทุนลดหย่อนภาษีอะไรก็ตามที่รัฐมีนโยบายในขณะนั้น ก็จะได้ลดหย่อนภาษี 2 เด้งเลยทีเดียว!

2 เรื่องที่หลายคนไม่รู้เกี่ยวกับ PVD คือ

  1. นโยบายเมื่อออกงาน หลายบริษัทจะมีนโยบายสมทบเป็นขั้นบันได เช่น ออกงานภายใน 2 ปีหลังเริ่มงานจะไม่สมทบ provident fund หากออกตอนอายุงาน 2-5 ปีสมทบ 50% (ของ % matching ที่กำหนดไว้) แต่หากอายุงานเกิน 5 ปีได้ 100% เป็นต้น หากเป็นแบบนี้ ตั้งแต่เริ่มงานถ้าดูทรงแล้วจะทำไม่ถึง 2 ปีอาจจะไม่ลง provident fund ตั้งแต่แรกเลยก็ได้
  2. เมื่อลาออกงานไม่จำเป็นต้องเอาเงินออกจาก provident fund นะจ๊ะ ถ้าหากเอาออกคือเสียภาษีทันทีเลย…อ้าว?! แล้วถ้าที่ทำงานใหม่ไม่มี provident fund หรือออกมาทำ freelance จะทำยังไงล่ะ? คำตอบก็คือ สามารถคงเงินไว้ที่ บลจ. เดิมหรือว่าง่ายๆ คือปล่อยให้เงินมันงอกเงยต่อไปแล้วเอาออกตอน 55 นั่นแหละ แค่นี้ก็ไม่เสียภาษีแล้ววว

เทคนิคที่เด็ดกว่าการปล่อย PVD ค้างไว้ คือการโอนย้ายไป RMF! ทำได้ด้วยแหละ อันนี้ลองติดต่อ ธนาคาร หรือ บลจ. ที่เราใช้ประจำอยู่ดูได้เลยยย โดยข้อดีคือเราก็จะมีอิสระมากขึ้นในการบริหารเงินก้อนนี้ มักมีทางเลือกกองทุนหลากหลายขึ้นเมื่อเป็น RMFและมักจะมีตัวเลือกกองทุนค่าธรรมเนียมต่ำให้เลือกมากขึ้นอีกด้วย

TAKE ACTION!

  • เช็คว่าเราลง PVD เกินที่นายจ้าง match ให้อยู่หรือเปล่า
  • ถ้าเกินรีบแจ้ง HR/หัวหน้า ว่าอยากปรับนโยบาย (หลายบริษัทสามารถปรับได้แค่ช่วงต้นปี หรือทุก 3 เดือน 6 เดือน เท่านั้น)
  • หากมีส่วนต่าง ถ้า SSF ยังไม่เต็ม เอาไปลง SSF แทน ถ้า SSF เต็มแล้วอาจจะเอาไปลง RMF ก็ได้

เพียงเท่านี้ ก็จะทำให้คุณมีสภาพคล่องทางการเงิน และความมั่งคั่งมากขึ้นแล้ว